เมนูหลัก
แบบสำรวจ
เข้าสู่ระบบ
สถิติ






![]() | Today | 110 |
![]() | Yesterday | 172 |
![]() | This week | 994 |
![]() | This month | 632 |
![]() | All | 50891 |
เวบลิงค์
องค์กรสิทธิ์มนุษยชน
| วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคของการแพทย์แผนจีน |
|
|
| เขียนโดย ใจใส |
| วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2009 เวลา 00:56 น. |
|
การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine : TCM) เป็นวิชาการตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคโดยการใช้ทฤษฎีตามหลักการทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่างมาประกอบการร่วมกันวินิจฉัย ซึ่งมีมาหลายพันปี จากหลักฐานที่ค้นพบในคำภีร์ "เน่ยจิง" ของทางการจีนได้ระบุว่า การแพทย์จีน มีมากว่า 5,000 ปีแล้ว
การ แพทย์จีนเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่ควรศึกษาค้นคว้า และยกระดับให้สูงขึ้น นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนจึงได้รวบรวมทฤษฎีการแพทย์จีนสาขาต่างๆ อาทิเช่น การจับชีพจร การใช้ยาสมุนไพร การปักเข็ม การกดจุด เป็นต้น ออกเผยแพร่สู้ประชาชน และได้จัดพิมพ์เป็นตำราขึ้น เพื่อให้แพทย์เท้าเปล่า (แพทย์ชนบท) นำไปใช้รักษาชาวจีนทั่วประเทศ และให้แพทย์นำไปใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลร่วมกับการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันอีกด้วย วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคของการแพทย์แผนจีน ได้อาศัยหลักทฤษฎีที่สำคัญ 4 ประการมาประกอบกันคือ แพทย์จะรับรู้สภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคของผู้ป่วยอย่างนอบด้านด้วยวิถีทางการมองดู หูฟัง ดมกลิ่น และสัมผัส ตลอดจนพูดคุยกับผู้ป่วยและผู้ที่รู้อาการของผู้ป่วย ในการรักษาโรคของผู้ป่วย วิธิการตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์จีนมี 4 อย่าง ได้แก่ การมองดู(ว่าง) การฟัง-สูดดม(เหวิน) การถาม(เวิ่น) และการจับแมะหรือจับชีพจร(เชี่ย) เรียกว่า สื้อเจิ่น วิธีการวินิจฉัย 4 อย่างดังกล่าวมีเอกลักษณ์และประโยชน์พิเศษในตัวเอง แทนที่กันไม่ได้ และจะต้องใช้ร่วมกันในการตรวจและรักษาโรค จึงจะวินิจฉัยโรคได้อย่างมีระบบและถูกต้องแม่นยำ 1. การมองดู (ว่าง) การมองดูเป็นวิธีการตรวจโรคตามทฤษฎีด้วยอวัยวะและเส้นลมปราณภายนอกร่างกายมนุษย์กับอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หากสมรรถนะของอวัยวะในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะแสดงออกมาที่การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ หน้าตา รูปร่างและท่าทางเป็นต้น ดังนั้น การสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างและอวัยวะที่ใบหน้า ก็จะสามารถวินิจฉัยการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายในได้ 2. การฟัง-สูดดม (เหวิน) เป็นการวินิจฉัยโรคโดยใช้ประสาทการฟังและประสาทการสูดดม อาศัยการฟังเสียงของผู้ป่วย และสูดดมกลิ่นของสิ่งขับถ่ายจากร่างกายผู้ป่วยมาวินิจฉัยโรค การฟังเสียงไม่เพียงแต่สามารถตรวจและวินิจฉัยอาการป่วยของอวัยวะการออกเสียงเท่านั้น หากยังสามารถตรวจและวินิจฉัยการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายในร่างกายตามการเปลี่ยนแปลงของเสียงอีกด้วย การฟังเสียงรวมทั้งเสียงพูด เสียงหายใจ เสียงไอ เสียงสะอึก และเสียงเรอเป็นต้น การสูดดมกลิ่นแบ่งเป็น 2 อย่างคือ กลิ่นจากผู้ป่วยและกลิ่นในห้องผู้ป่วย ซึ่งกลิ่นจากตัวผู้ป่วยที่สำคัญคือ สารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจนทำให้อวัยวะต่างๆ เลือดลม และน้ำเมือกเกิดกลิ่นไม่ดี ซึ่งจะต้องขับออกจากร่างกาย และกลิ่นที่มาจากสิ่งขับถ่าย ส่วนกลิ่นในห้องผู้ป่วยคือกลิ่นที่ขับออกจากตัวผู้ป่วยและสิ่งขับถ่ายของผู้ป่วย 3. การถาม (เวิ่น) การถามคือแพทย์สอบถามสภาวะการเกิดโรค การคลี่คลาย สภาพปัจจุบัน และสภาพการรักษาโรคของผู้ป่วย ด้วยการพูดคุยกับตัวผู้ป่วยหรือผู้ที่รู้สภาพของผู้ป่วย การถามก็เพื่อพบสภาวะโรค ที่ช่วยวินิจฉัยโรคได้ หรือเสนอเบาะแสในการตรวจโรคขั้นต่อไป สำหรับโรคชนิดที่มีอาการไม่เด่นชัดและเข้าใจสภาวะทั้งหมดเกี่ยวกับโรคอย่องรอบด้าน ซึ่งรวมทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งแวดล้อมการทำงานอาหารการกิน และสภาพครอบครัว เป็นต้น 4. การแมะหรือการจับชีพจรและการคลำ (เชี่ย , Pulsing) การแมะคือการที่แพทย์ใช้มือคลำสัมผัสและการบีบกดตัวผู้ป่วย ประกอบด้วยการจับชีพจรและการคลำสองอย่าง การจับชีพจรคือการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของชีพจรเพื่อเข้าใจสภาวะโรค ส่วนการคลำคือใช้มือสัมผัส คลำส่วนต่างๆ ของร่างกายผู้ป่วย เพื่อเข้าใจความไม่เป็นปกติในส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยความหนักเบาของอาการ เมื่อตรวจวินิจฉัยจนทราบสาเหตุแล้ว การรักษาก็จะใช้ดุลยพินิจวิเคราะห์ว่าจะรักษาด้วยยาสมุนไพร การปักเข็ม การกดจุด (นวด) หรือด้วยวิธีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดและอาการของโรคเป็นสำคัญ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญในแต่ละด้านของแพทย์ผู้นั้นด้วย
รายการโปรด
Bookmark
จำนวนผู้เข้าชม: 1186 ความเห็น
(0)
|







